เมื่อฉัน ไปเมืองจีน

posted on 07 May 2009 12:27 by bicyclist07

หายไปนานเลย  เหตุเพราะว่าต้องเตรียมงาน และเตรียมตัวเองไปประเทศจีน 

เกิดมาจากท้องแม่ก็ยังไม่เคยไปไหนไกล ๆ แบบนี้  ไอ้เรื่องไปต่างประเทศไกลสุดก็แค่พม่า แถมห่างจากช่ายแดนไทยไม่ถึง 1กม  จะนับว่าไปต่างประเทศได้มั้ยเนี่ย...

อีกอย่างการไปครั้งนี้ไม่ได้ไปเที่ยวแต่ไปทำงานทุกอย่างจึงต้องพร้อม  กายพร้อม ใจพร้อม ตังค์พร้อม 55+

เิริ่มจากทำวีซ่า  โดนไปแล้ว 1 พันบาทไทย  อืม...ยังไม่ได้บินเสียตังค์แล้ว

ค่าเครื่องไปกลับ 14,350  บาท อันนี้ช่างมัน  เพราะมีคนออกตังค์ให้ 555 สรุปฟรี

ค่าโรงแรม คืนล่ะ 220 เหรียญ Us  จากเดิม 1,000 เหรียญ ลดได้เพราะเป็นสปอนเซอร์งานที่จะไป  แต่ไม่สนเพราะฟรี........ที่พักก็รอดไป

เงินติดกระเป๋า แลกเงินไทยไป 3,000 บาท ได้ประมาณ 576 หยวน ประมาณ 5.20 บาท/หยวน  อ๊ะ..ทำไมพกไปน้อย  ก็เพราะไม่จำเป็นขนาดนั้นง่ะดิ

 7 วันที่ไปอยู่ที่นั่น ได้เบี้ยเลี้ยงอีกวันล่ะ 100 หยวน (ตามหลักจริง ๆ ต้อง วันล่ะ 200 หยวน) แต่ช่างเหอะ มีดีกว่าไม่มี

เดินทางวันที่ 28 เม.ย. ออกจากไทย 11.00 ถึงนั่น 4 โมงกว่า ๆ อากาศเย็นดี  แต่เดินทางเข้าเมืองใช้เวลา 2 ชั่วเนื่องจากรถมารับช้า และก็รถติดโคตร

คนจีนขับรถบ้าดีเดือดมาก  กดแตรอย่างเดียว ประมาณว่า กูจะไป อย่าขวาง  ถ้ามาขับแบบนี้ใน กทม คาดว่าคงอยู่อย่างมีชีวิตได้ไม่เกิน 3 วัน

ของกินที่นั่นไม่แพงอย่างที่คิด  บะหมี่ 6 หยวน เยอะมาก เบอร์เกอร์คิง  Mc ราคาพอ ๆ กับที่บ้านเรา แต่รสชาดไม่ค่อยถูกปากเท่าไหร่  

เช้ากินข้าวโรงแรม ทุกอย่างอุดมไปด้วยน้ำมัน  แต่ก็ไม่ถึงกับเลี่ยน 

จากที่พัก ไปสนามที่ต้องทำงาน ระยะประมาณ 1-2 กิโล ได้ เดินไปกลับอยู่ 3 วัน กล้ามเนื้อแข็งแรงไปเลย 55

แท๊กซี่ที่นั่นสตาร์ท 11 หยวน แต่ไม่ต้องหวังว่าท่านจะคุยกับเค้ารู้เรื่อง เพราะเค้าไม่พูดอังกฤษ

ภาษาอังกฤษในจีนไม่ช่วยอะไรเท่าไหร่นัก  แต่ก็ยังเอาตัวรอดได้ 

มันจะฮาตรงที่ เวลาถามว่า Can u speak English คำตอบที่ได้จะเป็น No  ... อ้าว  สรุปมึงพูดได้หรือไม่ได้วะ

เมืองเซี่ยงไฮ้ที่ไป เหมือนวัฒนธรรมช้ากว่าไทย 3-5 ปี ดูจากการแต่งตัว เมืองเซี่ยงไฮ้สะอาดดี ฟุตบาทกว้าง กว้างพอที่รถยนต์จอดขวางกันได้ 2 คัน แล้วยังสามารถขับผ่ากลางได้ด้วย  อ๊ะ...ทำไมมีรถจอด  เพราะที่นี่ไม่จอดรถข้างล่างน่ะสิ 

คนจีนขับรถไม่เร็ว  แต่ขับแบบไม่เบรก  จะข้ามถนนแต่ล่ะทีต้องดูสัญญาณไฟ แต่ก็ต้องดูรถด้วยเพราะการฝ่าไฟแดง ถือเป็นเรื่องปกติ (แล้วมันจะมีทำไมฟะ)

คนจีนมองนักท่องเที่ยวต่างชาติ เป็นของแปลก แต่ก็ไม่ถึงกับมามุงดู แต่สายตาที่มองจะแปลก ๆ น้ำใจมีน้อยกว่าคนไทย   แต่มีการแสดงออกเรื่องความรักชัดเจนมาก  ประมาณว่าจะเห็นคนยืนกอดกัด และจูบกันเป็นเรื่องธรรมดา

 

แต่ตูไปคนเดียว...อิจฉาเฟ้ย

สาวจีนขาว และสวยตามสเป็คผมเลย แต่ก็นั่นแหละ ส่วนใหญ่ไม่พูดอังกฤษ เลยคุยกันไม่รู้เรื่อง

สาวจีนที่พูดอังกฤษได้มักจะเป็นนักเรียนมัธยม และนักศึกษา 

แต่แปลกก็คือ  ผมคุยกับสาวจีนคนไหน  เค้าทำเหมือนว่าผมจีบเค้าซะทุกคน  

เอ้ย......ตูจะเอาแค่เพื่อนเฟ้ย  ประมาณว่าพาตูไปกินข้าวหน่อย หรือไม่ก็พาตูไปซื้อของ เพราะตูไปไม่ถูก

แมร่งงงง

ร้านอาหารส่วนใหญ่ พูดอังกฤษไม่ได้ ผมมันก็ประเภทอยากสัมผัสให้รู้ถึงว่าเค้าอยู่อย่างไง กินอย่างไรเท่านั้น ไอ้จะไปพึ่ง Mc กับ KFC มันก็ใช่เรื่อง  การมีเพื่อนคนจีนไว้น่าจะดีกว่า

แต่คุยกับใคร เค้าก็เหมือนว่าผมไปจีบเค้าทำให้เค้าเหมือนกัน ๆ ตัวเอง 

คือ ... คุณครับ  ตูง่ะ มาไกล ตูคงไม่บ้าขนาดหาแฟนที่นี่หรอก ใครจะมีเวลาให้ฟะ  555

แต่ก็ไม่คิดหาเพื่อนผู้ชาย  ทำไมน่ะหรอ  ...  ผู้หญิงอย่างน้อยก็ปลอดภัยกับผมแหละน่า  แต่เค้าอาจจะไม่ได้รับความปลอดภัยจากผม อิ อิ

เคยดูหนังแล้วเห็นคนไปอยู่เมืองนอกแล้วร้องไห้  เอ้ย .. มันเศร้าขนาดนั้นเลยหรอ

พอเจอกับตัวเอง อ๋อ ที่ที่เรียก Home sick มันเป็นแบบนี้นี่เอง   เหงามาก .. มีคนรอบกายมากมาย แต่แม่งไม่มีใครรู้จักเรา  ไม่มีใครสนใจ  เหมือนว่ายืนอยู่คนเดียวในโลกเลย ดังนั้น มีเพื่อนไว้ จะดีมาก 

โชคดีที่ยังพอมีสาวเห็นใจคุยเป็นเพื่อนอยู่บ้าง คนจีนไม่นิยมคุยโทรศัพท์มั้ง?  เพราะผมคุยโดย Sms ตลอด แม่เจ้า... Chat กันอย่างกับ Msn แต่ค่าโทรศัพท์ที่นั่นถูกมาก มีเงินใน Sim 50 หยวน ทั้งคุย ทั้งส่ง SMS เป็นสิบ ๆ เที่ยว ยังเหลือเงิน อยู่ 38 หยวน  แม่เจ้า...

พยายามจะโทรกลับไทย  แต่ Call Center คุยอังกฤษเก่งมาก  มากจนผมฟังไม่ทัน สงสัยกลัวโดนจับผิดมั้งเนี่ย เลยไม่ได้โทรโดยใช้ Sim จีน ใช้ Ais แทน เอาวะ  เสียเป็นเสีย  เงินหาได้ แต่ความสุขสำคัญกว่ามาก

อากาศที่นั่นเย็นตลอดเหมือนเปิดแอร์ ของกินก็ใช้ได้ ไม่เลวร้าย 

แต่มีคืนนึงไปกินของแปลกมา   มันเหมือนสมองหมู หรือไม่ก็อะไรสักอย่างทำนองนั้น  แม่เจ้า

เพราะรายการอาหารที่ติดอยู่ข้างฝาเป็นภาษาจีนล้วน ๆ เลยซุ่มจิ้ม ๆ เลือกเอา หวยเลยออกเป็นอันนั้น 

แต่ก็กินหมดนะ  รสชาตใช้ได้  แต่ไม่ขอกินอีก  

เดินทางกลับมาเมืองไทยร้อนโคตร  แต่ก็รู้สึกดีกว่า  

ที่แน่ ๆ คิดถึงน้ำพริกกะปิ มาก ๆ 

 

 

วานซืน  เดินไปตึกสีลมคอมเพล็กซ์  เพื่อไปจัดการเอกสาร  ก็เห็นเด็กวัยรุ่นกลุ่มใหญ่นั่งอยู่ทางขึ้นรถไฟฟ้า  ดูแว่บแรกก็พอจะทราบแล้วว่าคงเป็นแฟนคลับของศิลปินน่าจะเป็นเกาหลี   นั่งคุยกันขวางทางเดินเล็กน้อย  แต่ก็ไม่ถึงกับเกะกะอะไร   

ขึ้นไปจัดการเอกสารกับเจ้านายจนเสร็จเรียบร้อย  ต้องเดินทางไปลาดพร้าวต่อ  แต่เนื่องจากฝนฤดูร้อนดันตก  จึงคิดที่จะใช้ขนส่งมวลชน  นั่นคือ รถไฟฟ้าใต้ดิน  ตอนเราเดินเข้าไปตึกสีลมเป็นเวลาบ่ายโมงตรง  ออกมาคือ 1.30 น. กลุ่มวัยรุ่นใหญ่ขึ้น   อืมมมม.....  น้องเค้าอดทนดี

 เดินทางไปลาดพร้าวจัดการเอกสารจนเสร็จเป็นเวลา บ่าย 3 โมงกว่า ๆ กลับมาจุดเิดิม  

แม่เจ้า...........

 

น้อง ๆ ยังอยู่กันอีก   เอ้ย... นี่น้องไม่ไปไหนเลยหรอ  อยากถามเหมือนกัน น้องไปห้องน้ำบ้างมั้ย หิวมั้ย อะไรประมาณนั้น  เอาน่า .. คงมีอะไรดี ๆ มั้ง

อ้อ....ตอนเดินผ่านโรงแรมดุสิตธานี  ปรากฎว่าน้อง ๆ เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว  มีป้าย  มีบอร์ด มีพัด และอื่น ๆ ที่เป็นรูปหน้าดาราชาย  เผอิญว่าเป็นดาราชายผมจึงไม่ค่อยสนใจนัก

ตอนเดินกลับสวนกับผู้ชายคนนึงถามว่า  ข้างหน้ามีประท้วงอะไรหรอ  ผมบอกไปว่า แฟนคลับดาราครับ  เค้าทำหน้าแปลก ๆ ไปเลย  อืมมมมม  คงอื้งมั้ง

กลับขึ้นตึกที่ทำงาน   พอดีเราทำงานอยู่กับกองบรรณาธิการหนังสือดาราเกาหลีเล่มนึง ก็เลยถามเค้าว่า "ไม่ทราบว่าดาราท่านใดมาโรงแรมดุสิตธานีหรอ"  

คำตอบที่ได้มาคือ  ซุปเปอร์จูเนียร์  อืม....พอจำได้ลาง ๆ ว่าเป็นวงที่มีนักร้องเยอะมาก มิน่า...แฟนเพียบ

 

กว่าจะมีขบวนรถมาก็เวลาประมาณ 4-5 โมงเย็นแล้ว  แม่เจ้า........รถตู้นับได้ 24 คัน  รถติดกันมหาศาล  รถตู้ทุกคันติดฟิลม์ดำหมด  

 

โธ่.......แล้วน้อง ๆ จะเห็นมั้ยเนี่ย

 

จนเก็บของกลับบ้านเวลาเกือบ 6 โมงเย็น  ผ่านไปทางนั้นอีก  เห็นน้อง ๆ ชุดเดิม และมากกว่าเดิมยืนตะโกนเรียกชื่อนักร้อง   แต่.....ทานโทษ   ผมไม่เห็นนักร้องคนนั้นเลย  ไม่เห็นแม้แต่จะโผล่หน้าลงมาดู  

อืมมมม ........  น้องเค้าอดทนดีจริง ๆ 

 

ก็ไม่มีอะไรหรอก  เราก็ไม่ได้หล่อขนาดนั้น  ไม่ได้อิจฉา  แต่....ผมเห็นใจนะ   น้อง ๆ รอมาตั้งนาน  เพียงเพื่อเห็นแว่บเดียว   ก็ดีใจแล้ว  แล้วนักร้องคนนั้นจะรู้มั้ยนะ ว่าน้อง ๆ เค้าอดทนขนาดไหน   เทิดทูลเค้าขนาดไหน

และถ้าเค้าไม่รู้สึกอะไรล่ะ   มันจะเป็นอย่างไร

 

สู้ ๆ ต่อไปนะแฟนคลับทั้งหลาย

 

ปล.....  ได้ข่าวมาว่า นักร้องคนนั้นมาวันเดียว รับไป 1 ล้านบาท  อืมมมม  ดีจัง

และแล้วก็ผ่านพ้น

posted on 31 Mar 2009 10:15 by bicyclist07

เฮ้อ...........เสร็จงานสักที

 

เป็นครั้งแรกที่จัดกิจกรรมนานขนาดนี้ 4 วัน แม่เจ้า เล่นเอาตัวดำไปเลย  แดดอย่างร้อน .....หญิงอย่างแจ่ม  แต่ไม่มีผู้ใดเหลียวมามอง  ชายไทยผู้นี้เลย  ว้า...........  เราคงจะหนุ่มมากไปหน่อยแล้วมั้ง?

 

งานแข่งเสร็จ  ก็เจอเรื่องเอกสารอีก  แม่เจ้า .....  แต่ไม่เท่าไหร่ ยังไงก็ไม่เหนื่อยมาก  ที่สำคัญเงินเดือนขึ้นด้วย  นิดนึงก็ยังดี   แสดงว่าเค้าเห็นความสำคัญ  

 

...........อืม........ไม่มีอะไร   แค่อยากบอกว่า    "ขี้เกียจจังเลยช่วงนี้"   5 5 5  

ช่วงนี้วุ่นวายมาก

posted on 25 Mar 2009 09:59 by bicyclist07

มันเป็นอะไรที่วุ่นวายเหลือเกิน

 

มีงานแข่ง

มีงานโชว์

แต่...............ไม่มีตังค์ใช้  

 

 อยากมีงานพิเศษแบบคุณกระหรี่ตัวผู้นั่นบ้างจังเลย  อิ อิ

เฮ้อ....

พักนี้มีแต่เรื่องย้าย   บ้านแฟนย้ายบ้าน  ผมย้ายสำนักงาน จากตึกที่อยู่เดิมสบาย ๆ จะเข้าจะออก จะนอนยังไงก็ได้มาเป็นตึกหรู  ใหญ่  ระเบียบเพียบ

จากที่เคยอยู่ในสำนักงานร่วมกับบริษัทอื่นที่มีพนักงานเพียง 7-8 คน มาอยู่ร่วมกับบริษัทที่มีพนักงาน 50 คน  จากเดิมอยู่ชึ้น 3 มีวิวเตี้ย ๆ   มาเป็นชั้น 13 ตึกสูงลิบ มีวิวเป็นสวนลุมพินี  

จากที่เคยใช้เวลาเดินทางไปทำงาน 25 นาที  ลดเหลือ 15 นาที  

จากที่เคยนั่งกันทั้งที่ทำงาน 2 คน มาเป็นนั่งร่วมกันอีก 4 คน แถมเป็นผู้ใหญ่ และยังมี เสธ. อะำไรมานั่งอีก แม่ง...

ย้ายในที่ทำงานหรูขึ้น  แต่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง เปลี่ยนสังคม  เปลี่ยนเวลาทำงาน  แม่งเปลี่ยนหมดเลย   จริงอยู่เราก็อยากเปลี่ยนแปลงบ้าง  แต่ก็ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่   เอาวะ....ทำไงได้   ต้องลุยต่อไป

เดือนนี้งานเยอะโคตร  23 มีงานที่โคราช อันนี้คงไม่ไป  วันเสาร์ที่ 14 มีงานที่ฟิวเจอร์รังสิต อืมมม อันนี้ไป  แต่แม่งทุกเย็นหลังจากวันจันทร์ต้องไปสอนเด็กที่สยาม  แม่เจ้า..ตังค์ก็ไม่ได้เพิ่ม เหนื่อยเพิ่มซะงั้น     แล้ว 26-29  มีงานแข่งหลักของสมาคมอีก   ..........เอ้ย.......มันเยอะเกินไปแล้วววววววว

 

เบื่่อเด็กแม่งชอบถามว่า สมาคมทำอะไร   แม่ง.....มันจะรู้ไปทำซากแมวอะไรวะ 

 

ปล...........ช่วงนี้เพื่อน ๆ ไม่เห็นผมออนเอ็ม ไม่ต้องคิดมาก  ไม่มีอารมณ์และเวลาจะคุย

เพลงที่ฟังไม่เคยจบ

posted on 21 Feb 2009 11:29 by bicyclist07

หลายคนคงชอบฟังเพลง  หลายคนคงมีเพลงที่อยู่ในใจ

 

ผมก็มีหลายเพลงที่อยู่ในใจผม  ทั้งเพลงที่เก๋า เก่า ทั้งเพลงที่ใหม่  แต่มีเพลงใหม่อยู่เพลงนึง ผมฟังได้ไม่เคยจบ ถามว่าชอบมั้ย  ชอบมากครับ   แต่เลี่ยงที่จะฟัง  เพราะฟังที่ไรผมจะน้ำตาไหลออกมาทุกที 

 

เพลงนี้ครับ

 


ช่วงที่ดีที่สุด feat.นภ พรชำนิ - BOYd POD

 

 



 

 

ถามว่าทำไม   ..  เพราะผมจะนึกถึงคนที่อยู่ข้าง ๆ ผม   10 กว่าปีที่เรารู้จักกัน รักกัน อยู่ด้วยกัน  ถ้าอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้าต้องจากกัน   ผมก็จะคงรู้สึกว่า  เวลามันช่างสั้นเหลือเกิน ไม่ว่าจะยาวนานสักเท่าไหร่ถ้าไม่มีเค้าแล้วเวลาที่ผ่านมาก็คงสั้้น   และมันก็เกิดขึ้นเพราะผมมีเค้า

 

....อืม.....น้ำตาไหลอีกแล้ว

edit @ 21 Feb 2009 11:36:27 by ชีวิตอัศจรรย์กับ 32

edit @ 21 Feb 2009 11:38:11 by ชีวิตอัศจรรย์กับ 32

edit @ 21 Feb 2009 11:39:10 by ชีวิตอัศจรรย์กับ 32

edit @ 21 Feb 2009 11:39:25 by ชีวิตอัศจรรย์กับ 32

14  กุมภาพันธ์

( คำเตือน....เอนทรี่นี้ยาว  หวาน  เลี่ยน  งง )

 

.............  ช่างเป็นวาเลนไทน์ที่เหมือนทุกปีที่ผ่านมา  ผมไม่เคยมีดอกไม้ให้คนรัก   เคยถามเค้าเหมือนกันว่ารู้สึกอย่างไรที่ไม่ได้ถือดอกไม้ในวันนี้

............. คำตอบที่ได้มาก็รู้สึกดี  เพราะที่เค้ารักผม เพราะผมเป็นแบบนี้  ไม่ตามกระแส  ไม่บ้าแฟชั่น  เสมอต้นเสมอปลาย   ชั่วแบบไหน ก็ชั่วแบบนั้น  อืม......ผมก็มีประโยคสั้น ๆ บอกเค้าว่า  "เป็นเมียเราต้องอดทน"  จากพี่แดง ไบเล่ย์ (ขอบคุณ 2549 อันตรธานหายทั้งเมือง เอ้ย....2499 อันธพาลครองเมือง)

 พอดีด้วยแหละ เพราะดันมีงานที่รังสิต   ไปถึงงานก็นะ  มันเป็นห้างสรรพสินค้า  แถมเป็นวันเสาร์ คนมันก็เลยเพียบ อีกทั้งคงเป็นห้างใหญ่ชานเมือง ผู้คนจึงหลั่งไหลมากันแบบมากมาย    เกือบร้อยล่ะ 80 เป็นวัยรุ่น  และร้อยล่ะ 50 ของวัยรุ่นต้องถือดอกไม้ หรือไม่ก็ของขวัญ     ... อืม.... เรามันผ่านช่วงเวลานั้นมาแล้วนี่นะ   ตอนนั้นเราก็มีความสุขประมาณนึง   แต่ตอนนี้มีความสุขมากกว่า    อย่างน้อยก็ไม่ต้องคิดว่าจะหาตังค์ที่ไหนพาแฟนเที่ยว  เพราะทำงานแล้ว ตังค์ก็มี  เวลาก็พอมี   แฟนก็มี  ครบแล้ว   ... แต่ในวันนั้น อ่านกระทู้ในอินเตอร์เน็ทหลายคนเป็นวันที่แฟนบอกเลิก   แม่เจ้า.... มันเลือกวันบอกเลิกเป็นวันนี้เลยหรอ  ...  มันกะให้จำจนตายเลยใช่มั้ยเนี่ย   ... ผมเองก็เคยโดนแฟนบอกเลิกวันสำคัญเหมือนกัน  แต่เป็นวันสิ้นปี    มันเลยจำง่ายว่าปีโน้นนะ วันนี้มีคนบอกเลิกเรา    แต่...ไม่เข้าใจเหมือนกัน  ทำไมเลือกวันวาเลนไทม์เป็นวันบอกเลิก    ให้มันผ่านไปไม่ได้หรอ  บอกวันที่ 15 หรือ 16 เลยให้มันเป็นวันที่ 20 ไปเลยก็ได้  ทำไมต้องเป็นวันที่ 14 ด้วย   ผมว่า..ไม่ว่าวันไหนมันก็คงเศร้้าเหมือนกัน   แต่อาจจะไม่เลวร้ายเท่าวันที่ 14  คนบอกเลิกมันก็ช่างคิดจริง ๆ 

 ผมก็ไม่เคยบอกเลิกใครนะ   เลยไม่รู้ความรู้สึกว่า การที่เราจะทำร้ายจิตใจคน ๆ นึงเนี่ย มันต้องใช้กำลัง ลมปราณขั้นไหน   แต่ผมรู้ถึงจิตใจคนที่โดนบอกเลิกนะ   มันไม่มีกำลังแม้กระทั่งจะหายใจหรือเดินกลับบ้านด้วยซ้ำ รู้สึกทุกอย่างช้าลง  มืดบอด  มองทางออกไม่เจอ  มองทางไปไม่เห็น  อยู่คนเดียวเหมือนจะหายใจไม่ค่อยออก ดีนะที่ผ่านมันมาได้   และก็ทำให้ตัวเองมีภูมิคุ้มกันอาการอกหัก   แกร่งขึ้น กล้าขึ้น  

ผมว่านะ .. ถ้าใครโดนบอกเลิกในวันนั้น  น่าจะจดจำไปดีกว่าว่า 14 ก.พ. มันเป็นวันที่เรากล้าขึ้น แกร่งขึ้น ผ่านความเลวร้ายมาแล้ว   .... มันจะอะไรกะแค่อกหัก  เค้าไม่รักก็ไม่รักดิ   เราหาใหม่ก็ได้  เชอะ..........

 ผมเป็นคนให้ความสำคัญกับความรัก  กับคนรัก  ผมจำทุกวันที่มีความหมายได้ ไม่ว่าจะเป็นวันที่คบกันวันแรก  หนังที่ดูเรื่องแรก  รอบกี่โมง (เพราะมันเป็นวันเดียวกันหมด อิ อิ) วันบอกรัก   วันครบรอบแต่งงาน ความรุ้สึกทุกอย่างที่ผ่านมา   อย่างน้อยมันแสดงถึงคุณค่าของตัวผม และคนที่ผมรัก   วันไหนก็ไม่มีความหมายหากตื่นมาไม่เจอคนที่เรารักอยู่ข้าง ๆ  ไปทำงานพร้อมกัน   เดินจับมือกัน   ไม่ต้องคุยกันมากแค่มองตาก็รู้ว่าจะคุยอะไร

 เคยสงสัยว่า  คู่รักที่เค้าอยู่กันจนแก่อยู่ได้ยังไง  เพราะแก่ลงก็หมดสวย หมดหล่อ  พอผ่านชีวิตแต่งงานมาซัก 10 ปีก็เข้าใจแล้ว  อืม....รูปร่าง หน้าตา ที่เรามองกันมันไม่เปลี่ยนไปเลย  คงเพราะเรามองด้วยความรู้สึก ไม่ใช่ด้วยตามั้ง?   

หลายคนเลือกวันที่ 14 เป็นวันสำคัญ  วันให้ความรัก วันพลีกาย  วันบอกเลิก   

สำหรับผม  มันเป็นแค่วันนึงในปฏิทิน  วันที่ดอกไม้แพง  วันที่มีแต่ข่าวรณรงค์ให้รักนวลสงวนตัว  ก็แค่วันนึง ที่ยังต้องกิน ต้องใช้  ต้องถ่าย เหมือนปกติ    

 

ความสำคัญ.....มันเกิดจากคนให้ความสำคัญ.....ทำทุกวันให้เป็นวันสำคัญ...แล้วคุณจะเห็นความสำคัญนั้น

 

ผมให้ความสำคัญทุกวัน  เพราะผมไม่รู้ว่าพรุ่งนี้  ผมจะได้อยู่บอกรักก่อนนอนมั้ย  หรือเค้าจะได้อยู่ฟังผมบอกรักก่อนนอนหรือไม่   ... ทุกวัน และทุกนาที ของเราสำคัญเสมอ .. 

เก็บเวลาความสุขไว้นะครับ ..............

 

edit @ 19 Feb 2009 16:04:14 by ชีวิตอัศจรรย์กับ 32

HBD นะต๊ะเอง

posted on 09 Feb 2009 16:11 by bicyclist07

ขึ้นชื่อมาก็ดัดจริตซะ.....   เอาน่า ภาษาไทยมันวิบัติได้เรื่อย ๆ แหละ

 

ปีนี้ก็ล่อไป 32 แล้ว  อืม.....มองย้อนไปรู้สึกดีใจที่ยืนบนโลกนี้มา 31 ปีกว่า ๆ อ๊ะ...อ๋อ ปีแรกยังไม่ได้ยืนน่ะ เลยไม่นับ 

ตอนนี้ก็เจริญพันธ์มาป่านนี้แล้ว  ชีวิตก็มีความสุข มีครบทุกอย่างแล้วที่ต้องการในชีวิต  และก็มีครบทุกอย่างที่ไม่ต้องการในชีวิตเหมือนกัน

อะไรน่ะหรอ  ...  ถ้าผุ้อ่านอายุเท่าผมก็นึกออกเองแหละ

 

มองย้อนไปเวลาที่ผ่านมามีความทรงจำที่ดีมากมาย และที่เละ ๆ ก็มากมาย  ก็เก็บเอาความทรงจำดีๆ ไว้ ส่วนเละ ๆ ก็ช่างมัน

แก่แล้วน่ะหรอ......ยังหรอก    เค้าเรียกวัยรุ่นตอนปลาย ๆ เฟ้ยยยยยย

 

วันเกิด .. ยังต้องไปทำงานเหมือนเดิม  กินเหมือนเดิม  ถ่ายเหมือนเดิม  ชีวิตไม่ได้เปลี่ยนแปลงตรงไหน  ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้กินฉลองวันเกิดตัวเองปีที่ 33 หรือไม่?  ไม่เป็นไร  ทุกวันที่ผ่านไปมันก็น่ารักพอแล้ว

 

มีคนที่เรารัก  มีคนที่รักเรา   แค่นี้ตายไปก็ไม่เสียดายแล้ว  

 

คุณล่ะ...........ถ้าต้องตาย  จะเสียดายอะไรมั้ย?

เห็นจักรยานมาตั้งแต่อายุประมาณ 5 ขวบ  โดยพระบิดาของกระหม่อมใช้ในการเดินทางไปทำงาน  จากบ้านที่อยู่วัดท่าพระ  ปั่นไปทำงานที่กรมอู่ทหารเรือ  ใช่ครับ...พระบิดาผมเป็นข้าราชการ  ทำงานเงินเดือนน้อย ๆ แต่ทุกเย็นที่กลับบ้าน พระบิดาจะมีของฝากมาให้กระหม่อมและเด็จพี่ของกระหม่อมเสมอ  ไม่ของกินก็ของเล่น 

ตอนนั้นตั้งใจว่า   โตขึ้นจะปั่นจักรยานเหมือนพระบิดา    แต่พอสักอายุ 8 ขวบ พระบิดาก็จากกระหม่อมไปอย่างสงบตอนนั้นยังปั่นจักรยานไม่เป็นด้วยซ้ำไป    กว่าจะปั่นเป็นก็อายุ 11 ได้แล้ว ปั่นครั้งแรกก็เล่นเอาจักรยานของเพื่อนโซ่ขาดไปเลย   5 5 5

ช่วงปีนั้นมีหนังจีน เข้ามาฉายในทีวี (ที่บ้านกระหม่อมพอมีฐานะนิด ๆ ) เห็นในหนังมีการปั่นจักรยานผาดโผน  เล่นเอาบ้าไปเลย  เิริ่มอยากยกล้อ  แต่ตอนนั้นประสบอุบัติเหตุเล็ก ๆ คือยกล้อแล้วล้อหน้าหลุด  ใช่.....มันหลุด  เพราะน็อตที่ขันไม่แน่น  ทำเอาเจ็บและหยุดขี่ไปพักใหญ่ ๆ เลย

พออายุสัก 16 มีรุ่นพี่คนนึงย้ายมาอยู่แถวบ้าน  และเค้ามีสิ่งสำคัญที่ทำให้กระหม่อมนึกถึงความฝันในวัยเยาว์  ใช่มันคือ BMX ที่สำคัญพี่คนนั้นเล่นท่าได้ด้วย   และวันนึงเค้าเห็นเราสนใจเลยบอกขายจักรยานคันนั้นให้กับกระหม่อมในราคา 3000 บาท  อืม......ตอนนั้นในกระปุกออมสินมันก็มีอยู่ประมาณนั้นแหละ  ตัดสินใจทุบกระปุกและเอามาซื้อไว้ในครอบครองเลย   ครั้งนั้นคิดเพียงว่าจักรยานเค้าดี จะได้ใช้ได้ทน ๆ เท่านั้น เรื่องเล่นผาดโผนแทบลืมไปจากหัวเลย 

จนวันนึง  มีคน ๆ นึงปั่นจักรยานแบบเดียวกันผ่านมาเจอเข้า(ไม่ใช่คนจะปั่นจักรยานได้ไงเนอะ) เค้าแสดงให้ดูและที่สำคัญหัดท่าให้กระหม่อมด้วย   ...........  โอ้ววววว    แม่เจ้า........  มันให้ความรู้สึกดีมาก  และเวลาก็ผ่านไป..................

.....................

...................

ตอนนี้อายุ 30 นิด ๆ แล้ว  ยังปั่นอยู่ ยังเล่นท่าเหมือนเดิม   เคยลงแข่งและได้รางวัลด้วย  จักรยานทำให้กระหม่อมได้ไปในหลาย ๆ ที่    ได้ทำในงานที่ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะมีโอกาสได้ทำ นั่นคือการเขียนคอลัมม์หนังสือให้คนอ่าน  ซึ่งมันเป็นความฝันที่ฝันมาตลอดเลย    ได้ไปเล่นบนแคทวอล์คงานแฟชั่นโชว์   ได้ออกทีวี   ได้เป็นผู้ช่วยโค็ชทีมชาติในการแข่งขันกีฬาเอ็กซ์ตรีมระดับเอเชีย   และที่สำคัญ  ... ได้มีงานทำเพราะเล่นจักรยานนี่แหละ

ปั่นจักรยาน........ทำให้มองอะไรละเอียดมากขึ้น    ได้มองเห็นพื้นถนนได้สังเกตได้ว่ามีหลุมตรงไหน   ได้มีโอกาสมองคนสวย ๆ ที่ป้ายรถเมลล์มากขึ้น    

เคยได้อ่านบทความนึงเขียนว่า "เวลาสัมพันธ์กับความเร็ว" ส่วนรายละเอียดคิดว่าไปหาอ่านเอาจากพี่กูเกิ้ลจะดีกว่านะครับ  ปัญญาของกระหม่อมไม่สามารถอธิบายตรรกะอันนั้นได้ดีพอ  และที่แน่ ๆ ถ้ามองเป็นสัจธรรม  เวลาที่ปั่นจักรยาน   จะทำให้เราเห็นอะไรช้าลงนิดนึง  และมีเวลามองมากขึ้น  ชัดขึ้น เข้าใจมากขึ้น  และเสี่ยงตายมากขึ้น  ก็นะ  ... ถนนใน กทม เนี่ย พี่คนนึงที่เคยปั่นจักรยานรอบโลกบอกเลยว่าถ้าปั่นจักรยานใน กทม ได้โดยไม่ตาย  จะสามารถปั่นที่ไหนในโลกก็ได้ 555

 

บางครั้ง  ชีวิต .... ไม่จำเป็นต้องรีบเร่งมาก    ช้าลงสักนิด..... อาจจะทำให้เห็นทางแก้ปัญหามากขึ้น....

 

ปั่นจักรยานกันเหอะครับ  ถ้าคิดว่าเรื่องโลกร้อนไกลตัวก็คิดเสียว่าปั่นเพื่อสุขภาพก็แล้วกัน

32 ก็ 32

posted on 18 Dec 2008 21:27 by bicyclist07

เคยได้ยินมานะ    เกิดมาขอให้ครบ 32  

อะไรมั่งเนี่ย 32     

ลองไปค้น ๆ ดู 32  อาจจะหมายถึง หลัก 32 ประการตามลักษณะของพระพุทธองค์  แต่ดูจากทั้งหมดแล้วคาดว่าจะ

เป็นมนุษย์ที่หน้าตาประหลาดเอาการ   

แต่ตอนนี้ในตัว จะเรียกว่าครบ 32 มั้ย  คิดว่าน่าจะเกินแล้ว  เพราะ + ด้วยแว่นตา + กับน๊อตอีก 2 ตัวและลวดอีก 2 

เส้นที่ขาขวา  อ่า....มันเป็นของแถมง่ะ อันนี้โปรโมชั่นพิเศษอยู่กับตัวมาได้เกือบครึ่งปีแล้ว  ส่วนได้มายังไงนั้น ไว้

เอนทรี่หน้าจะเหลาให้ฟัง

 

อวัยวะมันเกินแล้วก็ช่างมันเหอะ   แต่ที่สำคัญอีกไม่ถึง 3 เดือนเราก็จะ 32 แล้ว

 

ห๊ะ.................... 32  ...............

 

คำนวณแล้วเราใช้เวลามาตั้ง 11,680  วันแล้วนี่  แต่อย่างว่า มนุษย์ส่วนใหญ่เสียเวลาไปกับการนอน และการหัด

เดิน หัดพูด  หัดเขียน  กว่าจะใช้ทุกอย่างได้ครบสมบูรณ์อย่างน้อยก็เกือบ ๆ 5 ปี น่าจะเกิดมาแล้วเดินได้พูดได้

เลยนะจะได้ไม่เสียเวลา

 

32  ทำอะไรมาหลายอย่าง  ดึบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่มีคติอย่างนึงคือ...ทำอะไรก็ได้ที่ไม่เดือดร้อนผู้อื่น   ชีวิตทีผ่านมา

ก็สงบสุขดี   

นั่นดิ...............แล้วไง....?????

 

ไม่มีอะไรแค่บอกว่า    "กูแก่แล้วโว้ย"